ถนนออร์ชาร์ด ย่านช๊อปปิ้งที่สาวๆไม่ควรพลาด

singapore-0022

เรื่องช้อปปิ้งกับสาวๆนี่ถือว่าเป็นของคู่กันจริงๆ  วันนี้ทัวร์สิงคโปร์มาคุณมาเที่ยว 1 ใน 5 ของประเทศผู้นำเศรษฐกิจในแถบเอเชีย ว่าแล้วก็พลาดไม่ได้ที่จะพาคุณๆไปช้อปปิ้งในย่านดังของสิงคโปร์

 ถนนออร์ชาร์ด (Orchard Road) คือถนนที่ถูกตั้งชื่อขึ้นตามสวนพริกไทยและจันทน์เทศ ที่เรียงรายขนาบกันเป็น แนวทางเดินขึ้นมาตั้งแต่ยุคปี 1840 ตามแนวถนน ออร์ชาด Orchard Road ในอดีตเคยเป็นพื้นที่สำหรับทำการเพาะปลูกพืชสวนโดยเจ้าของที่มีชื่อว่า Scotts, Cairnhill และ Cuppage ซึ่งต่อมาปัจจุบันได้กลายมาเป็นชื่อถนนในละแวกเดียวกันที่คุ้นหูเป็นอย่างดี ในยุคปี 1900 เกิดโรคระบาดไม่ทราบต้นตอคร่าทำลายพืชผลเสียหาย ทำให้เจ้าของต้องอพยพออกไปในเวลาไม่ถึงปี และเนื่องด้วยพื้นที่มีทำเลอยู่ในหุบเขา จึงเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ พวกเขาปักหลักทำสวนได้แค่ในปี 1965 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่คลอง Stamford Canal ถูกขุดลอกและขยาย บางแขนงของคลองยังไหลอยู่ข้างใต้ pedestrian mall ด้านหน้าของ วิสมา อาเทรีย ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (Wisma Atria Shopping Centre)” ในปัจจุบัน ในยุคปี 1970 มีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ขึ้นตามแนวถนน ไล่จาก C. K. Tangs, Plaza Singapura และโรงแรม the Mandarin Hotel ก่อนจะนำไปสู่การก่อสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ และห้าวสรรพสินค้าขึ้นอีกมากมาย เรื่อยมาจนถึงบรรดาอาคารสูงระฟ้าเรียงรายขนาบสองข้างของเส้นทางที่เคยเป็น ดินโคลนมาก่อน ก่อนจะกลายมาเป็นถนน Orchard Road แหล่งช็อปปิ้งสินค้าชื่อดังของสิงคโปร์ในทุกวันนี้ ว่ากันว่าสำหรับนักช็อปปิ้ง ถนนออร์ชาดคือสวรรค์เลย มีห้างตั้งเรียงรายเป็นสิบๆห้าง มีทั้ง สองฝั่งถนน หากต้องการช็อปปิ๊งก็สามารถเริ่มต้นตั้งแต่ 10.00 น.-21.00 น. มีห้างใหม่ๆขึ้นมามากมาย  เช่น ห้าง Ion เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และสวยมาก ที่สำคัญ บริเวณถนนออร์ชาด จะมีศูนย์บริการการท่องเที่ยวคอยให้คำแนะนำ ในการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆได้ดีทีเดียว

ประเทศอิตาลี

europe-0022

สวัสดีบรรดาขาทัวร์ยุโรปทั้งมือใหม่และมีอาชีพทุกท่านครับสำหรับบทความในตอนนี้ผมขออนุญาตพาทุกท่านไปรู้จักกับประเทศๆ หนึ่งที่บรรดานักท่องเที่ยวที่ไปทัวร์ยุโรปนิยมแวะเวียนไปท่องเที่ยวพักผ่อนซึ่งประเทศที่ผมว่านี้ตั้งอยู่บริเวณภูมิภาคยุโรปใต้ พอจะเดากันออกไหมครับว่าเป็นประเทศอะไร ถ้าเดาไม่ออกไม่เป็นไรเพราะประเทศที่ผมกำลังจะไปรู้จักนี้เขามีชื่อเรียกว่า “อิตาลี”

ประเทศอิตาลีมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐอิตาลี โดยประเทศอิตาลีนั้นเป็นหนึ่งในหลายประเทศในแถบยุโรปใต้ที่มีนักท่องเที่ยวและกรุ๊ปทัวร์ยุโรปไปเที่ยวและเยี่ยมเยือนอยู่เสมอๆ

เนื่องจากประเทศอิตาลีนั้นตั้งอยู่ในบริเวณคาบสมุทรอิตาลีที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบู๊ตดังนั้นจึงมีฉายาเรียกประเทศนี้ว่าดินแดนรองเท้าบู๊ต นอกจากนี้ประเทศอิตาลีจะติดทะเลแล้วยังประกอบไปด้วยเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีก 2 เกาะ คือ เกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนียซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศอิตาลีอีกด้วย

แม้ว่าหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปแล้วประเทศอิตาลีจะมีสถานที่ท่องเที่ยวน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ก็ตามแต่ต้องบอกว่าจุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวของที่นี่เขาจะเน้นเรื่องเทศกาลเป็นสำคัญครับซึ่งประเทศอิตาลีเขาจะมีเทศกาลสำคัญๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นเทสกาลคาร์นิวัลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์, เทศกาลอีสเตอร์, เทศกาลศิลปะและดนตรีที่เมืองฟลอเรนซ์, เทศกาลโอเปร่าที่เมืองเวโรน่า, เทศกาลลดราคาสินค้าประจำปี, เทศกาลฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นเพื่อนำมาทำไวน์, เทศกาลภาพยนตร์ ฯลฯ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะไปเที่ยวอิตาลีเวลาไหนก็มีเทศกาลหรือกิจกรรมให้เข้าร่วมทั้งนั้นครับ

ประเภทของคนที่ไปทัวร์และสถานที่ๆควรไปเยือนตอนจบ

hongkong-0022

และแล้วก็มาถึงกลุ่มทัวร์ฮ่องกงกลุ่มสุดท้ายที่ต้องบอกครับว่าคนในกลุ่มนี้นั้นในสมัยก่อนอาจจะไม่เยอะมากเพราะเนื่องจากยังไม่ชัดเจนจึงไปรวมๆ กันกับกลุ่มทัวร์ฮ่องกงเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและกลุ่มทัวร์แสวงบุญแต่ในปัจจุบันนี้คนกลุ่มนี้เริ่มมีมากขึ้นและชัดเจนมากขึ้นจนกระทั่งเป็น unique ซึ่กลุ่มสุดท้ายที่ว่านี้ก็คือกลุ่มคนที่ไปทัวร์ฮ่องกงเพื่อการช้อปชิมนั่นเองครับ

               คนในกลุ่มทัวร์ประเภทนี้ส่วนใหญ่ไม่มีกลุ่มอายุตายตัว อาจจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุก็ได้แล้วแต่กรณีแต่จุดเด่นๆ ของคนกลุ่มนี้ก็คือไปเยือนฮ่องกงเพื่อหาแหล่งช้อปปิ้งสินค้าที่แปลกใหม่ ล้ำสมัยแหวกแนว รวมไปถึงหาที่ชิมอาหารต้นตำรับของฮ่องกงโดยเฉพาะซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่เคยไปทัวร์ฮ่องกงมาก่อนหน้านี้แล้ว

               สถานที่สำหรับกรุ๊ปทัวร์ในกลุ่มนี้ที่อยากแนะนำก็คือย่านจิมซาจุ่ยบริเวณถนนนาธานครับเพราะที่นั่นถือว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่รวมร้านขายสินค้ามากมายหลายร้อยร้านให้ได้เลือกหากันรวมไปถึงอาหารอร่อยๆ ทั้งในรูปแบบของภัตตาคารหรือร้านอาหารข้างถนนก็มีให้เลือกได้ชิมกันอย่างมากมายเรียกได้ว่าถนนสายนี้ยามค่ำคืนไม่เคยหลับใหลกันเลยทีเดียวครับส่วนใครที่อยากได้ของที่ประมาณว่าแสดงชัดเจนว่าซื้อมาจากฮ่องกงอย่างแน่นอนก็สามารถไปตามสถานที่ท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ของฮ่องกงเช่น ฮ่องกงดีสนีย์แลนด์หรือ Victoria Peak ก็ได้ครับเพราะที่นั่นเขาจะมี Souvenir หรือของที่ระลึกที่ตีตราของสถานที่ของเขาอยู่รับรองว่าหากซื้อมาฝากคนที่ไปไทยเขาจะรู้ได้ทันทีว่าเราไปเที่ยวฮ่องกงมา

คลองโอตารุ

japan-0022คราวที่แล้วผมได้พาคนที่คิดอยากไปทัวร์ญี่ปุ่นแถบฮอกไกโดได้ไปรู้จักกับทะเลสาบที่ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งอย่างทะเลสาบโทยะไปเชื่อว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นหลายๆ คนคงอยากไปเที่ยวกันอย่างแน่นอนและในวันนี้ผมก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวแบบใกล้เคียงกันกับทะเลสาบโทยะให้ได้ไปเยี่ยมชมอีกสถานที่หนึ่งนะครับรับรองได้ว่าเด็ดขาดไม่แพ้กันเลยทีเดียวเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราไปรู้จักกับสถานที่แห่งนี้ สถานที่ๆ เรียกกันว่า “คลองโอตารุ” ครับ

               คลองโอตารุนั้นเดิมทีเป็นคลองที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลเพื่อใช้สำหรับเป็นเส้นทางเพื่อการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำใหญ่ลงสู่เรือขนถ่ายลำเล็กเพื่อนำสินค้ามาเก็บไว้ที่โกดังโดยคลองแห่งนี้ได้สร้างเสร็จเมื่อปี 1923 แต่ต่อมาภายหลังเมื่อได้มีการยกเลิกใช้คลองดังกล่าวในการขนถ่ายสินค้าจึงได้ถมคลองครึ่งหนึ่งเพื่อสร้างเป็นถนนหลวงสายสิบเจ็ดแทนส่วนคลองอีกครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ได้ปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการใช้อิฐสีแดงปรับปรุงทางเดินเลียบคลองเพื่อให้สามารถเดินเล่นได้

ในปัจจุบันคลองโอตารุถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่ไปทัวร์ญี่ปุ่นมักจะแวะมาถ่ายรูปกับคลองแห่งนี้เสมอๆ โดยมีฉากพื้นหลังเป็นอาคารอิฐสีแดง และโกดังที่เคยใช้เก็บสินค้าในอดีตนั้นปัจจุบันได้มีการปรับปรุงภายในเป็นร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกส่วนคนที่อยากจะสัมผัสบรรยากาศของโอตารุในรูปแบบโบราณทางสถานที่แห่งนี้เขาก็มีรถลากแบบสมัยก่อนไว้คอยให้บริการด้วยครับ

องค์หญิงชา-มย็อง ตำนานรักสามเศร้าแห่งเกาหลี

korea-0023คงไม่แปลกเลยที่จะบอกว่า วันนี้ทัวร์เกาหลี จะพาคุณไปชมสถานที่ย้อนรอย ตามแบบฉบับที่ทัวร์อื่นๆทำกัน  เพราะถ้าเอ่ยถึงประเทศเกาหลี  คนไทยก็จะนึกถึงการท่องเที่ยวตามรอยซีรีย์หรือละครดังนั่นเอง  ใครที่เป็นแฟนคลับพวกหนังหรือซีรีย์เกาหลี คงเคยได้ยินชื่อ องค์หญิงชา-มย็อง และวันนี้ทัวร์เกาหลี จะมาเล่าตำนานรักของเธอให้ฟังกัน  เพราะเรื่องราวของ องค์หญิงชา-มย็อง  ถือเป็นตำนานรักสามเศร้าที่ถูกกล่าวขานว่าน่าเศร้าสลดเป็นที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งเป็นที่พิสูจน์ถึงความรัก ภาระหน้าที่และความเป็นจริง มากทีสุด และโด่งดังยิ่งขึ้นในเวลาต่อมาเมื่อนำมาทำเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์

ภายหลังจากที่ได้เป็นองครักษ์ประจำพระองค์ขององค์ชายโฮดง บุ๊กกูได้รับรู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดและภาระหน้าที่ที่แสนเจ็บปวด นั่นก็คือ ความจริงที่ว่าทรงเป็นองค์หญิงชา-มย็อง แห่งแคว้นนังนังและจำเป็นต้องกำจัดองค์ชายแห่งแคว้นโกคูรยอ จึงได้เสด็จกลับไปยังพระราชวังจินยาง กรุงวังกอมซอง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรนังนัง พร้อมกับได้มอบหมายหน้าที่นี้แต่เนื่องพระองค์ยังทรงมีความผิดติดตัวคือการสังหารแม่ทัพใหญ่ของนังนัง จึงได้ทำการจัดฉากการประหารองค์หญิงชา-มย็องขึ้น และองค์หญิงชา-มย็องได้ตัดสินใจบำเพ็ญเพื่อเป็นธิดาเทพ แห่งอาณาจักรนังนัง และหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับแม่ทัพใหญ่วังโฮ

ในขณะที่พระเจ้าแดมูซินกับองค์ชายโฮดงได้ว่าแผนจัดฉากเพื่อที่องค์ชายจะได้ไปเป็นไส้ศึกภายในอาณาจักรนังนัง โดยอาศัยความรักขององค์หญิงรัชทายาทแห่งนังนัง (องค์หญิงลาฮี) เป็นเครื่องมือ แต่ทว่าการยึดครองนังนังครั้งกลับไม่ง่ายนักเพราะว่านังนังได้มีกลองวิเศษที่สามารถส่งเสียงดังขึ้นมาได้เอง ชื่อว่า กลองชา-มย็อง ที่จะส่งเสียงดังเมื่อมีศึกศัตรูเข้ามา แต่ด้วยความรักขององค์หญิงนังนังที่มีให้ต่องค์ชายโฮดง ทำให้ยอมขายชาติ ทำลายกลองชา-มย็องทิ้ง และในครั้งนั้นก็ได้ทรงสังหาร องค์หญิงชา-มย็อง พระราชขนิษฐาที่พระองค์แสนชัง เนื่ององค์โฮดงที่พระองค์รัก มีใจให้องค์หญิงชา-มย็อง ด้วยมือของพระองค์เอง แต่ภายหลังโกคูรยอชนะศึก องค์ชายโฮดงได้ผิดสัญญาที่ได้ให้ไว้กับองค์หญิงนังนังที่ว่า “หากนังนังยอมสิโรราบแก่โกคูรยอโดยดีแล้ว ประชาชนนังนังจะไม่ต้องตาย เชื้อพระวงศ์จะกลายเป็นชนชั้นสูง จะไม่มีผู้ใดต้องตายหรือกลายเป็นทาส”และสุดท้ายองค์หญิงลาฮีก็ได้ถูกประชาทัณฑ์จากประชาชนโดยที่องค์ชายโฮดงไม่สามารถช่วยอะไรได้ จากเหตุการณ์ครั้งนี้องค์ชายโฮดงต้องสูญเสียผู้เป็นที่รักคือ องค์หญิงชา-มย็อง และต้องรู้สึกผิดไปตลอดกาลกับ องค์หญิงลาฮี และยังกลายเป็นบุตรเขยที่สังหารพระบิดาและพระมารดาของพระชายา (องค์หญิงลาฮี)

หลังนังนังล้มสลายไปเวลา 1 ปี องค์หญิงชา-มย็องที่ผู้คิดว่าได้สิ้นพระชนม์ไปนั้นก็ได้กลับกอบกู้นังนังคืนพร้อมแม่ทัพใหญ่วังโฮและนายหญิงโม ภรรยาของแม่ทัพใหญ่วังโฮ พร้อมใจที่เต็มไปความหวงแหน คนึงหา และความแค้น ที่มีต่อองค์ชายโฮดง เช่นเดียวกับองค์ชายที่ยังคงรักและหวงแหนองค์หญิงมิเปลี่ยนแปลงไป แต่ด้วยภาระหน้าที่ทำให้ทั้งสองต้องสู้กัน ที่สุดแล้วก็ต้องสิ้นพระชนม์ด้วยกันทั้งสองพระองค์ นั้นคือ องค์หญิงชา-มย็องถูกองค์ชายโฮดงแทงด้านหลัง ในขณะที่ทั้งสองกอดกันอยู่นั้น และดาบได้แทงทะลุมาถึงองค์ชายโฮดงด้วย ทั้งคู่สิ้นพระชนม์พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ที่ชายหาดวังแฮ ในอ้อมกอดของกันและกัน

ครีมหมอยันฮีบอกวิธีแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง

facecream-023ปัญหารูขุมขนกว้างนั้นเกิดจากการที่รูขุมขนถูกเซลล์ผิวอุดตัน ความยืดหยุ่นของอีลาสตินในผิวน้อยลง และผิวขับความมันออกมามากขึ้น คราวนี้ ครีมหมอยันฮี จะไปดูกันดีกว่าว่า เราจะจัดการกับปัญหานี้ได้ยังไงบ้าง

  •            ขัดผิว การขัดผิวเป็นเรื่องสำคัญนะคะสาว ๆ เพราะนอกจากจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว การขัดผิวยังเป็นวิธีที่ดีในการทำความสะอาดผิวอีกด้วยแน่ะ คุณควรขัดผิวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ขัดผิวนั้นต้องเหมาะสมกับสภาพผิวของคุณด้วยนะคะ
  •            ขจัดความมันบนใบหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ขจัดความมันส่วนเกิน หรือที่ควบคุมความมันนั่นเอง โดยเลือกใช้คลีนเซอร์แบบ oil-control หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิด เอสิด ป้องกันความมันได้ดีเลยทีเดียวล่ะ
  •            เลือกใช้ครีมหรือโลชั่นกระชับรูขุมขน เป็นหนึ่งในครีมหลาย ๆ ตัวของคุณ มีส่วนช่วยในการกระชับผิวคุณ
  •      พอกหน้าบ้าง สัปดาห์ละ 2 ครั้งเช่นกันค่ะ เพื่อให้ผิวหน้าของคุณสะอาด เพราะการพอกหน้าเป็นวิธีที่ช่วยทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก
  •            อบไอน้ำผิวหน้า ครั้งหรือสองครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อทำความสะอาดรูขุมขนอย่างหมดจด การอบไอน้ำผิวจะให้ผลดียิ่งกว่าหากคุณพอกหน้าหลังอบไอน้ำด้วย เพราะไอน้ำจะทำให้รูขุมขนของคุณเปิดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์พอกหน้าได้เข้าไปทำความสะอาดผิวอีกทีหนึ่ง

           อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับที่ดีที่สุดของการป้องกันปัญหารูขุมขนกว้าง ก็คือการรักษาความสะอาดของผิวหน้า ไม่ว่าจะจากการอุดดันของเซลล์ผิว หรือความมัน ดังนั้น เพียงแค่คุณหันมาดูแลความสะอาดของใบหน้าทุก ๆ วัน เพียงแค่นี้ ปัญหารูขุมขนกว้างก็จะค่อย ๆ หมดไป  และแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ของครีมหมอยันฮีจะทำให้ผิวคุณไร้ปัญหารูขุมขนกว้างได้อย่างแน่นอน

อิทธิพลของนัต ต่อวิถีความเป็นอยู่ชาวพม่า – ตอนที่ 1

Myanmar-023ทัวร์พม่าได้เคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ นัตส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่านัต คืออะไร  ทัวร์พม่าก็ขอเรียกแบบง่ายๆว่า ผีหรือภูติ  ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งความเชื่อของชาวพม่า และถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งท่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่เลยก็ว่าได้   โดยปกติชาวพม่า ติดต่อกับนัตในหลายรูปแบบ มีทั้งการกราบไหว้ เซ่นสรวง ลงทรง เพื่อขอความคุ้มครอง บนบานสานกล่าว หรือบัดพลีเมื่อคำขอเป็นผลสัมฤทธิ์ รูปแบบของการเซ่นไหว้นัตในเรือน นัตตามศาล และนัตที่อยู่รายรอบพระเจดีย์นั้นส่วนใหญ่กระทำคล้ายๆกัน มีพิธีรีตองและเครื่องเซ่นแตกต่างกันอยู่บ้างขึ้นอยู่กับนัตแต่ละตน นัตบางตนนิยมมังสวิรัติ กินเฉพาะผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ นัตบางตนชอบอาหารดิบ อาทิ ปลาดิบ เนื้อดิบ นัตบางตนชอบของมึนเมา ดื่มเหล้าเมายายามประทับทรง บางตนชอบพิณ  บางตนชอบขลุ่ย บางตนชอบหมวก บางตนชอบหุ่นม้า และบางตนชอบบุหรี่ เป็นต้น

      นอกจากเซ่นไหว้ด้วยสิ่งโปรดของนัตแต่ละตนแล้ว คนพม่ายังนิยมเซ่นไหว้ด้วยเครื่องบูชาที่จัดวางบนถาดหรือพาน เรียกรวมว่ากะเดาะบะแว   โดยกะเดาะบะแวประกอบด้วยผลมะพร้าว ๑ ผล กล้วย ๓-๕ หวี หมาก พลู และยาเส้น เป็นสำคัญ มะพร้าวที่ถวายต้องเป็นมะพร้าวสด คัดผลงามไร้ตำหนิ บางทีก็ทาผลมะพร้าวเป็นสีทอง อาจชะโลมด้วยน้ำหอมหรือน้ำอบกลิ่นจันทน์ ส่วนกล้วยนั้นต้องเป็นกล้วยดิบ อาจเป็นกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยนาก ที่ทาสีทองก็มีเช่นกัน บ้างก็ตกแต่งด้วยมาลัยมะลิหรือกุหลาบ การเซ่นไหว้ด้วยมะพร้าวและกล้วยนั้น พบว่าคล้ายกับการบูชาเทพของชาวฮินดู ต่างกันที่ฮินดูจะบูชาเทพด้วยมะพร้าวที่ปอกเปลือก ส่วนมะพร้าวที่ใช้บูชานัตของชาวพม่านั้นจะถวายทั้งผล โดยไม่ปอกเปลือก และต้องเป็นผลที่มีก้านจุกติดอยู่กับขั้วอีกด้วย นอกจากเซ่นไหว้ด้วยกะเดาะบะแวตามกล่าวนี้ อาจเซ่นไหว้นัตด้วยเครื่องทรง อาทิ ผ้าคาดศีรษะที่เรียกว่าคองปอง  ผ้าคลุมไหล่หรือปะวา และผ้าโสร่งหรือโลงชี   ชาวบ้านนิยมถวายเครื่องเซ่นที่เป็นเครื่องทรงให้กับรูปปั้นนัต ชื่อ โพด่อตะจา (พระอินทร์) กับ โพโพจี (พ่อปู่) ซึ่งประทับยืนอยู่ในเขตพระเจดีย์ โดยนุ่งถวายให้กับรูปปั้นนัต บางคราวนุ่งซ้อนทับกันหลายสิบผืน เพราะต่างคนต่างก็ถวายเครื่องทรง จนรูปนัตดูอ้วนผิดสังเกต การเซ่นไหว้ด้วยกะเดาะบะแวดูจะมีพิธีรีตองน้อยที่สุด ผู้เซ่นไหว้สามารถวางเครื่องบูชาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามในศาลนัตบางศาล จะมีผู้ประกอบพิธี ที่พม่าเรียกว่านัตเทง  คอยบริการประกอบพิธีให้แก่ผู้มาเซ่นไหว้ นัตเทงนี้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ถวายเครื่องเซ่นและช่วยขอพรให้กับผู้เซ่นไหว้ รูปแบบจึงดูคล้ายกับการบูชาเทพเจ้าในเทวาลัยของชาวฮินดู

     ในบ้านที่บูชานัตเรือน จะมีการเซ่นไหว้เป็นประจำสม่ำเสมอ หิ้งบูชามีงมหาคีรินัตซึ่งเป็นนัตเรือนจะตั้งอยู่ภายในบ้าน โดยจะต้องตั้งติดอยู่กับผนังซ้ายส่วนหน้าของบ้าน เจ้าบ้านจะเซ่นไหว้นัตเรือนด้วยผลมะพร้าวคาดแถบผ้าสีแดง ใส่ในตะกร้าปิดม่านแดงแขวนไว้ ที่เลือกใช้มะพร้าวบูชานัตเรือนก็เพราะถือว่ามะพร้าวก็คือตัวแทนมีงมหาคีริ มะพร้าวที่จะนำมาบูชาจะต้องเป็นมะพร้าวที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป เพราะมะพร้าวที่อ่อนเกินไปนั้นจะเน่าเสียง่าย หากเป็นมะพร้าวที่แก่มากไปน้ำมะพร้าวก็จะแห้งไว ดังนั้นจึงต้องเลือกผลมะพร้าวขนาดพอดี มีรูปทรงดูงาม และไม่มีตำหนิ สำหรับแถบผ้าสีแดงที่ใช้คาดผลมะพร้าวนั้น บ้างเชื่อว่าเป็นตัวแทนของชเวเมียตหน่าผู้เป็นน้องสาวของมีงมหาคีริที่กระโดดเข้ากองไฟตายตามพี่ชาย สีแดงจึงเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและเคียดแค้น บ้างเชื่อเพียงว่าสีแดงเป็นสีแทนนัต เป็นสีแห่งความกล้าหาญ ความสะดวกราบรื่น และทำมาค้าขึ้น ในภายหลังยังนิยมนำผ้าขาวมาประกอบเครื่องบูชาอีกด้วย โดยนำมาคาดอยู่ใต้ผ้าแดง ด้วยเชื่อว่าเป็นสีแทนมีงมหาคีริ หมายถึงความสุขุมเยือกเย็น บ้างกล่าวว่าเป็นสีแทนพุทธศาสนา ส่วนที่ต้องกั้นผ้าแดงไว้กับเครื่องบูชาด้วยนั้นเป็นเพราะเกรงว่าความร้อนจากแสงไฟอาจกระทบเครื่องบูชา ทั้งนี้เพราะมีงมหาคีรินั้นตายในกองเพลิง หากต้องแสงไฟก็จะทำให้มีงมหาคีริสะเทือนใจและหนีจากไป ผลก็คือบ้านนั้นก็จะอยู่ไม่เป็นสุข บ้างเชื่อว่าอาจเป็นเหตุให้ไฟไหม้บ้านได้อีกด้วย การถวายเครื่องบูชานัตเรือนนี้ถือเป็นกิจของเจ้าของบ้านที่จะต้องคอยหมั่นดูแลอยู่เสมอ คนภายนอกจะเข้ามาแตะต้องเครื่องบูชานี้ไม่ได้ เพราะอาจทำให้เจ้าบ้านเจ็บไข้ เครื่องบูชานัตเรือนนั้นมีนัยน่าสนใจอยู่ว่า ด้วยประเทศพม่าเป็นเมืองในเขตร้อนและบางท้องถิ่นก็แห้งแล้งยิ่งนักโดยเฉพาะฤดูร้อน กอปรกับบ้านช่องมักปลูกสร้างด้วยไม้ จึงมีเหตุเพลิงไหม้อยู่เสมอ ฉะนั้นการบูชามีงมหาคีริไว้ในบ้านนับว่าช่วยสร้างความอุ่นใจและเป็นเครื่องเตือนสติในเรื่องฟืนไฟได้อย่างดี ส่วนมะพร้าวที่ใช้บูชานัตนั้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาแผลพุพองที่เกิดจากไฟลวก จึงเหมาะที่จะใช้ถวายมีงมหาคีริ นัยว่าเพื่อเป็นยาดับร้อน การเซ่นไหว้นัตเรือนของชาวพม่านั้น นับว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อความอบอุ่นภายในบ้านเช่นเดียวกับจารีตการบูชาผีบ้านผีเรือนของชาวพื้นเมืองอื่นๆในภูมิภาคแถบนี้นั่นเอง เพียงแต่ว่ามีงมหาคีรินัตมิใช่เป็นผีบรรพบุรุษของเจ้าบ้านเท่านั้น

 นอกเหนือจากการเซ่นไหว้นัตตามกล่าวมาแล้ว ชาวพม่ายังมีการบวงสรวงลงทรงนัต เพื่อแก้บน หรือประกอบพิธีประจำปี  ซึ่งเราจะเล่าให้ท่านฟังต่อในตอนต่อไป

« Older Entries Recent Entries »